บริษัท เลกะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เราคือผู้นำด้านเครื่องมือวัดทุกชนิด

📱 LINE ID : @lega

เครื่องวัดอุณหภูมิ (บันทึกข้อมูล)

เครื่องวัดอุณหภูมิแบบบันทึกข้อมูล ที่จะช่วยบันทึกข้อมูลให้กับคุณ มีหลากหลายรุ่น ทั้งแบบบันทึกข้อมูลในตัวด้วยหน่วยความจำภายในเครื่อง หรือหน่วยความจำภายนอกอย่าง SD Card, USB และบางรุ่นยังสามารถเชื่อมต่อผ่าน Cloud wireless ได้ หลากหลายขนาดไม่ว่าจะเป็นแบบตั้งโต๊ะ แบบพกพา หรือแบบติดตั้ง ที่เรานำมาให้คุณได้เลือกสรรค์กันอย่างมากมาย

เครื่องวัดอุณหภูมิแบบบันทึกข้อมูล
วิธีการเลือกซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิ Data Logger
  1. สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือรูปแบบการใช้งาน เช่น พกพาไปใช้นอกสถานที่ หรือ ติดตั้งเพื่อมอนิเตอร์อุณหภูมิในห้องหรือตู้แช่
  2. รูปแบบการวัด ซึ่งในปัจจุบันเครื่องวัดอุณหภูมิหลากหลายรุ่นสามารถวัดค่าอื่น ๆ ได้ด้วยในตัว เช่น Humidity (ความชื้น), แรงกระแทกจากการขนส่ง และยังสามารถต่อโพรบแยกได้อีกด้วย
  3. ชนิดการบันทึกข้อมูล การบันทึกข้อมูลมีหลายรูปแบบ บางรุ่นมีหน่วยความจำในตัว บางรุ่นต้องใช้หน่วยความจำภายนอก หรือแม้แต่บางรุ่นที่สามารถส่งข้อมูลได้แบบไร้สาย และอีกส่วนนึงที่ลืมไม่ได้เลยคือ "ความจุในการบันทึกข้อมูล"

คำถามที่พบบ่อยประจำหมวดเครื่องวัดอุณหภูมิ (บันทึกข้อมูล)

คำถามที่ ➊: วัดอุณหภูมิสูงสุดเท่าไหร่?ดูคำตอบ [Click]
ในกรณีที่ตัวเครื่องและโพรบแยกกัน เช่น ตัวเครื่องแสดงผลการวัดได้ 0 ถึง 500 °C แต่หากนำมาใช้งานร่วมกับโพรบ (Thermocouples) ที่สามารถวัดอุณหภูมิได้ 0 ถึง 100 °C ตัวเครื่องก็จะแสดงผลได้สูงสุดที่ 100°C และในกรณีกลับกัน ตัวเครื่องแสดงผลการวัดได้ 0 ถึง 100°C นำมาใช้งานร่วมกับโพรบ (Thermocouples) ที่สามารถวัดอุณหภูมิได้ 0 ถึง 500°C ตัวเครื่องก็จะแสดงผลได้สูงสุดที่ 100 °C เป็นต้น
คำถามที่ ➋: เอาโพรบใส่เตาอบได้ไหม?ดูคำตอบ [Click]
MEMORY HiLOGGER LR8431
"สามารถทำได้" การวัดอุณหภูมิในเตาอบนั้นมี Thermocouples ที่ออกแบบมาเพื่อสำหรับงานวัดอุณหภูมิในเตาอบได้ โดยดูจากช่วงการวัดอุณหภูมิที่รองรับของ Thermocouples นั้นๆเป็นหลัก ว่าสามารถนำไปใช้ในเตาอบของลูกค้าได้หรือไม่

หรือในกรณีที่ต้องการนำตัวเครื่องใส่เข้าเตาอบด้วย จำเป็นต้องมี Heat Resistance Box เพื่อป้องกันตัวเครื่องจากความร้อนของเตาอบ โดยต้องคำนึงว่าตัว Heat Resistance Box นั้นสามารถทนต่อช่วงอุณหภูมิของเตาอบที่เราใช้ได้หรือไม่ แต่หากอุณหภูมิของเตาอบร้อนเกินกว่าความร้อนที่ Heat Resistance Box สามารถทนได้ ก็จะทำให้ตัวเครื่องเกิดความเสียหายได้ ในกรณีที่อุณหภูมิไม่ร้อนเกินไป แนะนำเป็นกระดุมบันทึกอุณหภูมิ (SL51T)

คำถามที่ ➌: เซนเซอร์แบบไหน ให้ความแม่นยำสูง?ดูคำตอบ [Click]
เซนเซอร์ที่ใช้ในการวัดอุณหภูมิ มีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่
แบบ Thermocouple และแบบ RTD (Resistor Temperature Detector) ซึ่ง RTD เซนเซอร์ ให้ค่าการวัดที่ละเอียดและมีความแม่นยำสูงกว่าเซนเซอร์แบบ Thermocouple วัสดุที่นิยมนำมาทำ RTD เซนเซอร์นั้น ได้แก่ แพลตทินั่ม (Platinum), นิกเกิล (Nickel) และทองแดง (Copper)

เซนเซอร์ที่ทำจากแพลตทินั่ม (Platinum) จะให้ความแม่นยำมากที่สุด จึงนิยมใช้ในงานอุตสาหกรรม หรือห้องแลป หรืองานที่ต้องการความแม่นยำสูงๆ เป็นต้น

คำถามที่ ➍: Thermocouple กับ Thermister ต่างกันอย่างไร?ดูคำตอบ [Click]

■ เทอร์โมคัปเปิลเซนเซอร์ (Thermocouple)เป็นเซนเซอร์ประเภท Active ทำงานโดยอาศัยหลักการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางไฟฟ้าในรูปของแรงดันไฟฟ้า กำเนิดแรงดันไฟฟ้า ได้เองเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของค่าอุณหภูมิระหว่างจุดสองจุด ซึ่งประกอบด้วยเส้นลวดโลหะตัวนำต่างชนิดสองเส้นต่อเข้าด้วยกัน แบ่งออกเป็น 8 ชนิดประเภท ได้แก่ Type K, N, J, E, T, R, S, B ซึ่งแต่ละประเภทนั้นมีช่วงการวัดอุณหภูมิกับค่าความแม่นยำ ที่แตกต่างกัน
ยกตัวอย่าง: เทอร์โมคัปเปิลเซนเซอร์ที่นิยมใช้ Type K ทำจากวัสดุ นิกเกิลโครเนียม (NiCr) กับ นิกเกิล (Ni) ให้ช่วงการวัดที่กว้าง ช่วงการวัดอยู่ที่ -40 ถึง 1,200°C ค่าความแม่นยำที่ ±2.5°C เป็นต้น

■ เทอร์มิสเตอร์เซนเซอร์ (Thermister) เป็นเซนเซอร์ประเภท Passive ทำงานโดยอาศัยหลักการในการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานไฟฟ้าของวัสดุ การใช้งานจำเป็นต้องมีแหล่งจ่ายไฟภายนอก วัสดุที่ใช้ทำเทอร์มิสเตอร์เซนเซอร์ ได้แก่ คาร์บอน และสารกึ่งตัวนำออกไซด์ของโลหะ (นิกเกิล, เจอร์เมเนียม, แมงกานิส, ทองแดง) วัสดุบางชนิดมีค่าสัมประสิทธิ์ความต้านทานต่ออุณหภูมิสูง ทำให้เป็นเซนเซอร์วัดอุณหภูมิที่มีค่าการตอบสนอง (Sensitivity) ต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ดีมาก แต่เทอร์มิสเตอร์เซนเซอร์นั้นมีช่วงการวัดอุณหภูมิที่ค่อนข้างแคบ เมื่อเปรียบเทียบกับเทอร์โมคัปเปิลเซนเซอร์

คำถามที่ ➎: Memory ของ Data loggers บันทึกข้อมูลนานได้เพียงใด?ดูคำตอบ [Click]
ระยะเวลามากหรือน้อยในการบันทึกข้อมูลของ Memory นั้น มีผลกับการตั้งค่าที่ฟังก์ชั่นความถี่ในการบันทึกข้อมูล (Sampling Time) ของตัวเครื่อง ยกตัวอย่างเช่น
■ กรณีตัวอย่างที่1: ใช้ Memory ความจุ 100MB โดยตั้งค่าให้ตัวเครื่องบันทึกข้อมูลที่ทุกๆ 1วินาที/ครั้ง สามารถเก็บข้อมูลได้สูงสุด 10,000 ค่า เวลาที่ Memory ความจุ 100MB บันทึกจนเต็มความจุอยู่ที่ 1 ชั่วโมง
■ กรณีตัวอย่างที่2: ใช้ Memory ความจุ 100MB โดยตั้งค่าให้ตัวเครื่องบันทึกข้อมูลที่ทุกๆ 10วินาที/ครั้ง สามารถเก็บข้อมูลได้สูงสุด 10,000 ค่า เวลาที่ Memory ความจุ 100MB บันทึกจนเต็มความจุอยู่ที่ 10 ชั่วโมง

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 กรณีจะแตกต่างกันที่การตั้งค่าความถี่ในการบันทึกข้อมูล ซึ่งหากค่าความถี่ในการบันทึกข้อมูลยิ่งมากเราก็จะทราบผลการเก็บข้อมูลที่ละเอียด นั้นเอง

คำถามที่ ➏: ระยะเวลาในการตอบสนอง (Response time) นานหรือไม่?ดูคำตอบ [Click]

สิ่งที่ส่งผลต่อระยะเวลาในการตอบสนอง (Response time)นั้นมีอยู่ 3 เหตุผลหลัก ๆ ดังนี้

MEMORY HiLOGGER LR8431
Display Refresh: คือระยะเวลาที่หน้าจอของตัวเครื่องแต่ละรุ่นอัพเดทผลการวัดไปยังหน้าจอ ซึ่งปัจจุบันตัวแปรนี้แทบจะไม่มีผล เพราะตัวเครื่องส่วนมากในปัจจุบันมีระยะเวลา Display Refresh อยู่ที่ 0.4mS เท่านั้น
Sampling Time: คือการตั้งค่าความถี่ ในการสั่งให้ตัวเครื่องบันทึกข้อมูลลงบนหน่วยความจำ ถ้าความถี่มากก็จะได้ข้อมูลที่ละเอียด แต่หน่วยความจำจะเต็มไว ตรงกันข้ามหากตั้งความถี่น้อยหรือนานๆบันทึกที หน่วยความจำเต็มช้า ข้อมูลที่ได้ก็จะไม่ค่อยละเอียด (ควรปรับให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานของตัวลูกค้าเอง)
Sensor Response Time: คือความเร็วในการตอบสนองต่อการวัดอุณหภูมิของตัวเซนเซอร์นั้นๆ ซึ่งการตอบสนองดีหรือช้าขึ้นอยู่กับประเภท และมาตรฐานของโรงงานที่ผลิตเซนเซอร์นั้นด้วย

รายการที่ 1 ถึง 40 จากทั้งหมด 53

ต่อหน้า

หน้า:
  1. 1
  2. 2

รายการที่ 1 ถึง 40 จากทั้งหมด 53

ต่อหน้า

หน้า:
  1. 1
  2. 2